ประวัติ ของ การฉ้อโกงบัตรเครดิต

สันนิษฐานว่าการฉ้อโกงบัตรอิเล็กทรอนิกส์เริ่มขึ้นพร้อม ๆ กับอาชญากรรมการขโมยบัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นใบ ๆ และการนำข้อมูลที่ได้จากการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์อย่างไม่ระแวดระวังของผู้ถือบัตรไปใช้ในทางมิชอบ เช่น เสมียนแอบคัดลอกใบเสร็จของลูกค้าไปใช้ นอกจากนี้ ความที่การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์มีความสุ่มเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับอาชญากรไซเบอร์มากขึ้น และส่งผลให้การวางระบบรักษาความปลอดภัยให้แก่ข้อมูลดังกล่าวต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายแสนหลายล้านก็มี[2] สำหรับการขโมยบัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นใบ ๆ นั้น ผู้ถือบัตรสามารถรายงานผู้เกี่ยวข้องได้ทันที แต่กรณีการนำข้อมูลที่ได้จากการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์อย่างไม่ระแวดระวังของผู้ถือบัตรไปใช้ในทางมิชอบนั้น คนร้ายอาจเก็บข้อมูลไว้หลายสัปดาห์หรือนานกว่านั้นแล้วจึงค่อยนำออกมาใช้ ทำให้การระบุแหล่งที่ข้อมูลรรั่วไหลออกไปกระทำได้ยาก นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรยังอาจไม่รู้ตัวว่าข้อมูลถูกขโมยไปใช้ต่อเมื่อมีใบเสร็จเรียกเก็บค่าบริการส่งมาถึง

ประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย การฉ้อโกงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไม่พบสถิติว่ามีมากน้อยเพียงไร และเริ่มมีเมื่อไรอย่างไร เพราะเป็นเรื่องใหม่มาก

โดยกรณีเด่น คือ เมื่อวันที่ 6-8 มีนาคม 2552 พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดอวยชัย หมู่ 4 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และพื้นที่ใกล้เคียง พากันไปกดเงินจากเครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แต่ปรากฏว่าเงินในบัญชีพวกตนสูญหายไปเหลือเพียงเศษสตางค์ไม่กี่บาท จึงเข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจภูธรหลังสวน เบื้องต้นมีเจ้าทุกข์ทั้งหมดยี่สิบราย รวมยอดเงินที่สูญหายกว่าสามล้านบาท ต่อมา ตำรวจนำภาพจากกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุมาตรวจสอบ พบรูปพรรณสัณฐานคนร้ายลักษณะเป็นชาวจีน แต่ไม่มีประวัติในแฟ้มอาชญากรชาวไทย จึงประสานตรวจสอบแฟ้มประวัติคนร้ายของประเทศเพื่อนบ้านพบว่ามีลักษณะคล้ายคนร้ายแก๊งหนึ่ง และจากการตรวจสอบทะเบียนรถเก๋งที่จอดใกล้ตู้เอทีเอ็มซึ่งกล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้ พบว่าเป็นรถเช่าในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จึงประสานไปยังนายสาโรจน์ โหยบทรัพย์ อายุสี่สิบสองปี เจ้าของรถให้เช่า เบื้องต้นทราบว่ามีลูกค้ามาเช่ารถเมื่อต้นเดือนมีนาคม และกำหนดส่งคืนรถวันที่ 8 มีนาคม จึงนำกำลังติดตามไปจับกุมผู้ต้องหาไว้ได้ขณะนำรถมาส่งคืน

สอบสวนนายเตียว เก๊ก หลิง ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับนายโก ชิน เฮง เพื่อนร่วมแก๊งชาวมาเลเซียที่หลบหนีไปได้ นำอุปกรณ์เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เรียกว่า "แจมมิ่ง" ซึ่งพัฒนาจาก "สกิมมิ่ง" (ดู การลอกข้อมูลบัตร) เดินทางจากประเทศมาเลเซียมาเช่ารถยนต์ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตระเวนไปก่อเหตุที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ตลอดจนจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดเพชรบุรี กระทำโดยใช้เครื่องลอกข้อมูลซึ่งมีความสามารถลอกข้อมูลจากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปเก็บไว้จัดทำเป็นบัตรปลอมออกใช้ต่อไป เสร็จแล้วจะตรวจสอบว่าเหยื่อมีเงินในบัญชีเท่าไร รายใดมีมากก็โอนเงินเข้าบัญชีที่จังหวัดสงขลา แล้วโอนต่อไปไว้ในบัญชีเพื่อนร่วมแก๊งที่ประเทศมาเลเซีย จึงค่อยกลับไปแบ่งเงินกัน ทำมาแล้วหลายครั้ง ได้เงินไปไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท หลังก่อเหตุพาเพื่อนร่วมแก๊งกลับไปส่งที่มาเลเซียก่อนย้อนกลับมาส่งคืนรถเช่ากระทั่งถูกตำรวจรวบตัว

นอกจากนี้ พันตำรวจเองสุพจน์ บุญชูดวง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหลังสวน ยังแถลงว่า สำหรับนายเตียว เก๊ก หลิง ผู้ต้องหา หลังถูกจับกุมพยายามยัดสินบนเป็นเงินสดหนึ่งล้านสองแสนบาทให้ตำรวจเพื่อแลกกับการปล่อยตัว โดยผู้ต้องหาได้ติดต่อไปยังเพื่อนร่วมแก๊งที่มาเลเซียโอนเงินสินบนดังกล่าวมาให้ ตำรวจจึงยึดไว้เป็นหลักฐาน แจ้งข้อหาร่วมกันมีเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับปลอมหรือแปลงหรือสำหรับให้ได้ข้อมูลในการปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์, ร่วมกันปลอมและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม, ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ, และให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่[3]

ใกล้เคียง

การฉ้อราษฎร์บังหลวงในประเทศไทย การฉ้อฉลแบบพอนซี การฉ้อโกงบัตรเครดิต การฉ้อโกงบิตคอยน์บนทวิตเตอร์ พ.ศ. 2563 การฉ้อราษฎร์บังหลวงในประเทศมาเลเซีย การฉ้อราษฎร์บังหลวง การฉ้อฉล การค้าประเวณี การจ้างงาน การล้อมเลนินกราด